ฮือฮา จีนส่งนักบินอวกาศ เดินหน้าสร้างอวกาศ

ฮือฮา จีนส่งนักบินอวกาศ เดินหน้าสร้างอวกาศ

ฮือฮา จีนส่งนักบินอวกาศ เดินหน้าสร้างอวกาศ

จรวดขนส่ง Long March 2F ได้พายานเสินโจว 11ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากศูนย์ส่งยานอวกาศ จิ่วเฉวียน ที่อยู่กลางทะเลทรายโกบี ณ มณฑลกานซู่ เมื่อเวลา 07 get redirected here.30 น od5bzhx. ตามเวลาของจีน จากนั้น ก็เข้าสู่ห้วงวงโคจรที่กำหนด ซึ่งถือเป็นหลักหมายความสำเร็จของการส่งภารกิจในครั้งนี้

สำหรับนักบินอวกาศทั้งสองที่ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสินโจว 11 นี้ คือ นาย จิ่ง ไห่เผิง และ  นายเฉิน ตง โดยสื่อของทางการจีนระบุว่า ภารกิจของเสินโจว 11 ถือเป็นการเริ่มต้นขั้นตอนการจัดตั้งสถานีอวกาศถาวรในนานของประเทศจีน ที่ตั้งเป้าจะแล้วเสร็จในปี 2565  จุดหมายปลายทางของยานเสินโจว 11 คือ การไปเทียบท่ายานอวกาศเทียนกง -2 ซึ่งเคยเป็นห้องทดลองในอวกาศที่จีนได้ส่งขึ้นไปเมื่อเดือนที่แล้ว จากนั้นนักบินทั้งสองจะใช้ชีวิตและ ดำเนินการทดลองต่างๆที่ห้องทดลองเทียนกง 2 นี้ เป็นเวลา 30 วัน ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตในยานอวกาศนานที่สุดของนักบินอวกาศจีนเท่าที่เคยมีมา

สำหรับ นาย จิ่ง ไห่เผิง วัย 49 ปี เขาเป็นหัวหน้าภารกิจในครั้งนี้ เคยปฏิบัติภารกิจบนอวกาศมาสองครั้ง ได้แก่ ภารกิจเสินโจว 7 ในปี 2551 และภารกิจเสินโจว 9 ในปี 2555 ส่วน นาย เฉิน ตง วัย 37 ปี เพิ่งเคยออกปฏิบัติการในอวกาศครั้งนี้เป็นครั้งแรก

ด้านประธานาธิบดีจีน  ผู้ที่ผลักดันจีนสู่ประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอวกาศ ขณะนี้อยู่ระหว่างเยือนอินเดีย ได้ส่งสารแสดงความยินดีแก่ความสำเร็จของยานอวกาศเสินโจว 11 สู่วงโคจรอวกาศ ซึ่งงานหลักของภารกิจเสินโจว-11 คือ การดำเนินการทดลองเทคโนโลยีที่จะใช้ในการสร้างและปฏิบัติการสถานีอวกาศ ที่โคจรเหนือพื้นโลก  นอกจากนี้ นักบินอวกาศจะทำการทดลองวิทยาศาสตร์หลายชุดด้วยกัน รวมทั้งผลงานวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศ 3 ชิ้น ที่เคยคว้ารางวัลชนะเลิศในเวทีประกวดระดับโรงเรียนในฮ่องกงอีกด้วย

โดยจีนั้น  หวังว่าจะเปิดสถานีอวกาศของตนในปี 2561 และส่วนต่างๆที่จะเสร็จในปี 2565 นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งยานสำรวจบนดาวอังคารในปี 2563 รวมทั้งการส่งนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ในไม่กี่สิบปีข้างหน้า ซึ่งน่าจับตามองจริงๆ ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่ 3 หลังจากที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย มีการปฏิบัติการทางอวกาศโดยส่งนักบินอวกาศ โดยสารยานเสินโจว 11 เป็นลำดับที่ 6

โดยสรุปแล้ว ภารกิจเสินโจว 11 ในครั้งนี้ จะทำให้จีนเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ในการจัดตั้งสถานีอวกาศอย่างถาวรภายในปี 2565 โดยประเทศจีนมีการทุ่มทั้งกำลังเงินและความพยายามอย่างมหาศาล ในโครงการที่เกี่ยวกับอวกาศ และมีแผนที่จะมีภารกิจทางอวกาศอย่างน้อย 20 ภารกิจภายในปี 2016

 

 

ฟิลิปปินส์ “แยกคัว” สหรัฐฯ เดินหน้าเชื่อมสัมพันธ์ฟิลิปปินส์ – จีน

ฟิลิปปินส์ “แยกคัว” สหรัฐฯ เดินหน้าเชื่อมสัมพันธ์ฟิลิปปินส์ – จีน

จากการประกาศของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ทำเอารัฐบาลสหรัฐงงไปตามๆกัน เพราะได้ประกาศขณะเยือนจีนว่า ขอแยกทางจากสหรัฐ ทั้งการทหารและเศรษฐกิจ ด้านผู้ช่วยรัฐมนตรีเตรียมเยือนกรุง มะนิลา เพื่อขอคำอธิบาย ขณะที่กระทรวงการคลัง-เศรษฐกิจ รีบแจงกลับทันที่ว่าไม่ได้ตัดสัมพันธ์ชาติตะวันตกอย่างที่ได้กล่าวมา

นับเป็นการสร้างความฮือฮาอีกครั้ง สำหรับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์รายนี้ ต่อนโยบายด้านต่างประเทศ ด้วยการประกาศขอแยกทางกับสหรัฐอเมริกา  ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมการค้าและการลงทุน ฟิลิปปินส์-จีน ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน  จากคำกล่าวของเขา ทำให้รัฐบาลสหรัฐสับสนอย่างมาก โดยนาย จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า คำกล่าวของ ดูเตร์เตขัดแย้งกับความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

โดยคำกล่าวของเขาเป็นการส่งสัญญาณว่า เขาต้องการยุติการเป็นพันธมิตรทางทหารกว่า 70 ปีกับสหรัฐฯ แล้วหันไปจับมือกับจีนและรัสเซีย ซึ่งจุดยืนของเขาจะส่งผลเสียต่อนโยบายปักหมุดเอเชียของ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ยึดเอาประเทศพันธมิตรที่เหนียวแน่น และเคยภักดีกับสหรัฐชาติป็นหัวใจสำคัญ นาย ดูเตร์เต มีความไม่พอใจโอบามาและรัฐบาลตะวันตกที่วิพากย์วิจารณ์การทำสงครามยาเสพติดของเขา ที่ทำให้เกิดการฆ่าฟันนอกกระบวนการยุติธรรมถึง 4,000 ราย เขายังได้ประกาศว่า ยกเลิกการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐ พร้อมทั้งขู่ไล่ทหารอเมริกันออกจากภาคใต้ของประเทศ และไม่อนุญาตให้มีการลาดตระเวนร่วมกันในทะเลจีนใต้

จากคำกล่าวโจมตีสหรัฐของ นาย ดูเตร์เต ได้สร้างความสับสนงุนให้แก่รัฐบาลสหรัฐเป็นอย่างยิ่ง แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐจะกล่าวว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่เคยแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่อสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยนายเคอร์บี ได้กล่าวว่า สหรัฐ งงกับคำพูดของเขา และจะเดินทางมากรุงมะนิลาในสุดสัปดาห์นี้เพื่อขอคำตอบว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวเกี่ยวกับการแยกตัวจากสหรัฐนั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่   เขาได้เปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลของหลายประเทศในเอเชียต่างกังวลเกี่ยวกับผู้นำฟิลิปปินส์รายนี้  เพราะไม่ใช่แค่สหรัฐที่งงกับคำพูดของเขา  แต่เราได้ยินได้ฟังจากประเทศมหามิตรของเรา ซึ่งหลายชาติในภูมิภาคนี้เอง ก็ยังคงสับสนในแบบเดียวกัน

แต่ทั้งนี้ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก นาย ดูเตร์เต ประกาศแยกทางกับสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการวางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ก็ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า  ฟิลิปปินส์จะยังคงไม่ตัดความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “เราจะยังคงความสัมพันธ์กับตะวันตก แต่เราก็ปรารถนาที่จะรวมตัวกับประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วยเช่นกัน” ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว ยังคงมีการเฝ้าติดตามจากสื่อต่างชาติกันอย่างใกล้ชิด ว่าฟิลิปปินส์จะยังคงดำเนินท่าทีอย่างไรต่อไป

ผู้นำทั่วโลกเตรียมเดินทางมาแสดงความไว้อาลัย

ผู้นำทั่วโลกเตรียมเดินทางมาแสดงความไว้อาลัย

ศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ หรือ ศตส. ระบุว่า ผู้นำต่างประเทศทั้ง 8 ชาติเตรียมเดินทางมาเยือนไทยเพื่อร่วมแสดงความอาลัย ขณะที่การดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงพระราชพิธี ยังคงมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานการประชุมศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยและการดูแลประชาชน ในช่วงพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

ภายหลังการประชุม พลเอกประวิตร ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการหารือการเสนอทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย คำว่า “มหาราช” ต่อท้ายพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ   ขณะที่พลเอก อุดมเดช สีตบุตร ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นเพราะคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่หลักในการหารือถึงการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมาแสดงความอาลัย

ส่วนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะ จึงมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะหารือในเรื่องนี้ ส่วนนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ  ในฐานะเลขานุการ ศตส. ได้เปิดเผยว่า ผลการประชุม ศตส useful reference. ต่อสถานการณ์โดยรวมของหน่วยงานด้านความมั่นคงและด้านการข่าวของไทย ยังคงทำงานในระดับสูงสุด เพื่อเฝ้าติดตามและระวังป้องกันสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเน้นย้ำเรื่องการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ที่เดินทางเข้ามาแสดงความอาลัยบริเวณพระบรมมหาราชวัง ทั้งในส่วนของที่พัก อาหาร เครื่องดื่มและการดูแลด้านการแพทย์ รวมทั้งบริการรับ-ส่งประชาชนเพื่อมายังบริเวณพระ บรมมหาราชวัง

นายสุวพันธุ์ ได้กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเดินทางของพระมหากษัตริย์ และผู้นำจากต่างประเทศ ที่มีหมายกำหนดจะเดินทางเพื่อเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในขณะนี้มี 8 ประเทศที่มีหมายกำหนดจะเดินทางมาแสดงความไว้อาลัย ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ กัมพูชา มาเลเซีย  ลาว ฟิลิปปินส์ กาตาร์ แกมเบีย และซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ยังมีอีก 4-5 ประเทศที่อยู่ระหว่างประสานงานเดินทางมาประเทศไทย โดยพลเอกประวิตร กำชับว่า ให้มีการดูแลอย่างสมเกียรติผู้นำของทุกประทศ ที่จะเดินทางมาเยือนในครั้งนี้

และให้ความสำคัญพร้อมเน้นย้ำว่าต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริการขนส่งสาธารณะโดยเพิ่มจุดจอดรถทั้งหมด 8 จุด และเพิ่มการสัญจรทางบกและทางน้ำ พร้อมทั้งการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชน ส่วนทางด้านการแพทย์ มีการจัดจุดรับบริการประชาชนไว้ถึง 11 จุด มีทั้งโรงพยาบาลภาคสนาม 2 จุด ซึ่งจะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ศตส. มีความยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อรับฟังถึงปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนเดินทางและแสดงความไว้อาลัยได้อย่างสะดวกทั้งในส่วนของประชาชนและผู้นำจากต่างประเทศ

พลิกล็อค ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง อเมริกันนับหมื่นโห่ต้าน

พลิกล็อค ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง อเมริกันนับหมื่นโห่ต้าน

 ภายหลังการนับคะแนนจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครแห่งพรรครีพับลิกัน และประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ เมื่อเย็นวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2016 แล้วนั้น ผลปรากฏว่าผู้ชนะการเลือกตั้งและได้ครองตำแหน่งว่าที่ผู้นำของสหรัฐอเมริกาคนใหม่ต่อจาก นายบารัค โอบามา ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งชนะไปด้วยคะแนนเสียง 276 ต่อ 218 ซึ่งถือว่าเกินคาดเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่ามีทั้งผู้ที่ยินดีกับชัยชนะของเขา และผู้ที่ไม่พอใจก็มีอยู่มากด้วยเช่นกัน

<img class="size-medium wp-image-14 aligncenter" src="http://courrierduvin.com/wp-content/uploads/2016/12/1-300×199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="http://courrierduvin.com/wp-content/uploads/2016/12/1-300×199.jpg 300w, http://courrierduvin Buy lasix.com/wp-content/uploads/2016/12/1.jpg 620w” sizes=”(max-width: 300px) 100vw, 300px” />

ถึงแม้ว่าบรรดาผู้นำโลกจากหลากหลายประเทศ และประชาชนผู้ชื่นชอบจะร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กับตำแหน่งว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา แต่ก็ดูเหมือนว่าประชาชนชาวอเมริกันอีกส่วนหนึ่งจะไม่รู้สึกเช่นนั้น ซ้ำร้ายกลับรู้สึกตรงกันข้าม โดยภายหลังจากการประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วนั้น ในหลายๆ พื้นที่ อาทิ เมืองพอร์ทแลนด์ นครลอสแองเจลิส นครนิวยอร์ค รัฐแคลิฟอร์เนีย  รัฐโอเรกอน และบริเวณหน้าทำเนียบขาว กรุงวอชิงตันดีซี ก็มีประชาชนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อประท้วงต่อต้านเขา ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยบ้างก็ตะโกนด่าทออย่างหยาบคาย จุดไฟเผายาง ทุบกระจกร้านค้า ปิดถนน ไปจนถึงจุดไฟเผาธงชาติสหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิส กว่า 3,000 คนก็เข้าร่วมการประท้วงด้วย

การรวมตัวกันประท้วงในครั้งนี้ ถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากนโยบายอันสุดโต่งหลายๆ นโยบายของทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนชาวอเมริกันและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับชาวอเมริกันเหล่านั้นเอง โดยหนึ่งในนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนเหล่านี้ก็คือนโยบายเรื่องการอพยพ ที่ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวขณะหาเสียงไว้ว่าหากเขาชนะการเลือกตั้ง จะมีการขับไล่ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายให้ออกไปจากอเมริกา อีกทั้งจะดำเนินการสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเม็กซิโก เพื่อกันไม่ให้ผู้อพยพชาวเม็กซิโกเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

นอกจากนี้ หลายคนยังหวั่นกลัวและไม่พอใจต่อแนวคิดอีกข้อหนึ่งของนายทรัมป์ นั่นก็คือการแสดงออกอย่างชัดเจนเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ เพศ และสีผิว โดยพวกเขาให้ความเห็นว่า การที่มีผู้นำแสดงออกเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ เพศ และสีผิวอย่างชัดเจนนั้น จะส่งผลให้พวกที่มีความคิดแบบนี้อยู่แล้วกลับมาต่อต้านและเหยียดสีผิวอีกครั้ง หลังจากที่การเหยียดสีผิวและชาติพันธุ์ถูกพยายามผลักดันให้หมดไป และสมัยต่อจากนี้เอง ความไม่เสมอภาคทางชนชั้นจะเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง ซึ่งหลายๆ คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอเมริกาคงต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากอย่างแน่นอน

ทางฝั่งเจ้าตัวเองก็ได้มีการเคลื่อนไหวผ่านทางทวิตเตอร์ โดยได้ทวิตข้อความที่แสดงถึงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงเหล่านั้น แต่ในเวลาต่อมาก็ทวิตข้อความแสดงชื่นชมถึงความรักชาติของกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้นด้วย

ทางด้านท่านผู้นำคนปัจจุบันอย่างบารัค โอบามา ก็ออกมากล่าวถึงกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยว่า พวกเขามีสิทธิในการจัดการชุมนุมประท้วง แต่อย่างไรก็ดี ขอให้อยู่ในขอบเขตและได้โปรดคำนึงถึงประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

ขอขอบคุณรูปภาพจาก  http://inthesetimes.com/